|
:: c :: |
| :: The Lord of the Rings fan fiction :: :: Confession :: :: Author : Liamm :: ชีวิตของข้าช่างเต็มไปด้วยความสับสน ข้าไม่เคยเข้าใจอะไรได้อย่างถ่องแท้เลย นามของข้าคือเอสเทล นามที่ข้าใช้มาตลอดจนกระทั่งถึงวันที่ความจริงปรากฏ ความหวังหรือ..น่าหัวเราะนัก ความหวังของใครกัน ชาวดูนาดานทั้งหลาย หรือเหล่าเอลฟ์ที่เลี้ยงดูข้ามาตั้งแต่เยาว์ หรือว่ามารดาของข้า หากมีผู้ใดเคยถามข้าบ้างไหม ว่าข้าหวังสิ่งใดไว้บ้าง อย่า อย่าทำสีหน้าเช่นนั้นเมื่อเห็นข้า บางครั้งข้าอยากจะร้องดังๆเช่นนี้ ข้าไม่ต้องการแบกรับทุกอย่างไว้เพียงผู้เดียว .แต่ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าสามารถจะกระทำได้ หน้าที่ต่อผองชนทั้งหลายต้องมาก่อนเสมอ นั่นคือสิ่งที่ข้าได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่ยังเยาว์และมันก็ฝังรากลึกอยู่ในทุกอณูของข้า ทั้งร่างกาย ทั้งวิญญาณ และมันต้องเป็นเช่นนี้ไปตราบจนข้าสิ้นลมหายใจ
ยามวิกาลที่ผู้คนอบอุ่นอยู่กับครอบครัวที่ตนเองรัก แต่ข้าไม่มีสิทธิ์แม้จะคิดฝันด้วยซ้ำ หัวใจข้าฝันถึงวันที่ตะวันส่องสว่างหากไม่เคยได้พานพบ จากเอสเทลมาเป็นอารากอร์น ทายาทแห่งอิซิลดูร์ ข้าต้องผ่านเรื่องราวต่างๆมากมาย ตำแหน่งที่สูงส่งหมายถึงภาระอันแสนหนัก ข้าแบกรับเอาบาปผิดที่บรรพบุรุษของข้าได้ก่อขึ้นไว้ รับคำบัญชาของโชคชะตาที่ตัดสินว่าข้ามีหน้าที่เช่นไรโดยมิเคยปริปากโต้แย้งแล้วออกท่องไปในโลกกว้าง พยายามที่จะแก้ไขความผิดพลาดต่างๆที่ข้าไม่ได้ก่อ พยายามทำสิ่งที่ทุกคนเรียกว่าเป็นงานของวีรบุรุษ ข้าควรสงสัยหรือไม่ในโชคชะตาเช่นนี้ หรือข้าควรจะก้มหน้ายอมรับมันอย่างเช่นที่ข้าเคยทำ หรือว่า มันสายไปเสียแล้วที่ข้าจะมากังขาอะไรเอาหลังจากที่เวลาผ่านไปแสนนาน และวันนี้ เวลานี้ ภาระหน้าที่ของข้ายิ่งหนักหน่วงกว่าเดิมนัก ข้าไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะสามารถทำสิ่งต่างๆให้ลุล่วงไปได้ สหายรักของข้า แกนดาล์ฟ จากไปอย่างไม่มีวันกลับในความมืดมนของมอเรีย สายตาทุกคู่เบนมาจับที่ข้า ทั้งสายตาวิงวอนของเหล่าฮอบบิทตัวน้อย สายตาคาดหวังในตัวข้าจากคนแคระกิมลีและโบโรเมียร์ หนึ่งในคนที่ข้าควรจะเรียกเขาว่าเป็นประชาชนของข้า และสุดท้าย ทั้งความไว้วางใจและความเชื่อมั่นในตัวข้าจากเจ้าชายเอลฟ์ผู้งดงามแห่งเมิร์กวูด หน้าที่ของผู้นำคณะเดินทางที่ยังไม่รู้จุดสุดท้ายว่าจะลงเอยที่ใด ข้าจะนำพาภารกิจอันแสนจะสำคัญเช่นนี้ไปได้ตลอดรอดฝั่งอย่างนั้นหรือ
ลอธลอริเอน ป่าสีทองที่ไม่เคยผลัดใบซึ่งข้าเคยมาเยือนครั้งหนึ่งนานมาแล้วในเวลาที่ข้ายังเชื่อมั่นในชีวิตและตัวข้าเอง สถานที่แห่งความทรงจำของข้ากับนางผู้งดงาม ดวงดาราสนธยาแห่งอิมลาดริส แต่มาบัดนี้ ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการตัดสินใจของนางที่ข้ามีส่วนอย่างยิ่ง ที่ทำให้เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงให้ข้ามีความหวังดังนามของข้า หรือเป็นใยที่พันธนาการข้าไว้โดยมิอาจหลุดพ้นกันแน่ ใยที่เหนียวแน่น คล้ายติดตามตัวข้าไปทุกแห่ง มือของข้ากำรอบสิ่งเล็กๆที่นางมอบให้ ตัวแทนแห่งนาง ดวงดาราเล็กๆส่องประกายพราวพร่างราวกับประกายจากดวงตาของเจ้าของ สายตาของนางติดตามข้าไปทุกแห่งหนราวกับเงา ข้ายินดีหรือไม่ หรือข้าเพียงแต่ทำเพื่อให้มั่นใจในตนเองว่าจะมีใครสักคนอยู่เคียงข้างตัวข้า ณ วินาทีนี้หากมีใครกล้าที่จะถามจริงๆว่าข้ารักนางหรือไม่ ข้าจะตอบอย่างไร หากว่า ใครเล่าจะกล้าถามคำถามนั้น กระทั่งตัวข้าเองยังมิกล้าที่จะทำด้วยซ้ำ นั่นเพราะข้ากลัวคำตอบจากส่วนลึกของจิตใจตัวเอง กลัวว่าบางสิ่งบางอย่างที่ข้าพยายามปิดขังมันไว้จะออกมาเต้นเร่าต่อหน้าข้าพร้อมทั้งยิ้มเย้ยหยันประกาศให้ทั้งโลกรู้ว่า ข้า อารากอร์น บุตรแห่งอาราธอร์นมิได้เป็นอันใดมากไปกว่าคนขลาด คนขลาดเขลาที่พยายามสร้างกำแพงสูงมาปกปิดว่าแท้จริงเขากลัวการที่จะมีชีวิตอยู่โดยปราศจากการยอมรับ คนขลาด ที่กลัวว่าจะไม่มีที่ให้ยืนหยัดหากไม่ยอมรับอนาคตที่ผู้อื่นหยิบยื่นให้ เมื่อเลดี้กาลาเดรียลสบตากับข้ายามแรกที่มาถึง ข้าแน่ใจว่านางหยั่งลึกลงไปในใจของข้าและเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าไม่เคยเอ่ยกับผู้ใด สิ่งที่ข้าเห็นนั้นสับสนนัก ข้าเห็นทั้งบัลลังก์กอนดอร์และเห็นทั้งด้านมืดในใจของตนเอง นอกจากนั้น บางสิ่งที่ข้ากังขาและไม่แน่ใจในตัวเองมาโดยตลอดก็ปรากฏให้เห็นเช่นกัน เสียงย่ำเท้าดังมาเบาจากทิศทางที่เหล่าสหายพักอยู่ ข้าหลบหลังเงามืดของต้นไม้ใหญ่ทันทีด้วยไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะพบเจอกับใคร อย่างน้อยคนในคณะเดินทางก็ไม่ควรที่จะเห็นคนที่เขาคิดว่าเป็นผู้นำอยู่ในอาการที่ไม่ค่อยดีนัก กำลังใจของทุกคนอาจเสียไปได้ ขณะนี้เขาเสียใจกันมากพอแล้ว จะให้มากลุ้มใจกับเรื่องส่วนตัวของข้าอีกคงจะไม่ควร ผู้ที่ก้าวเข้ามาทำให้ข้าต้องกลั้นหายใจ ร่างสูงโปร่งมีประกายของแสงดาวบนใบหน้าคือสหายของข้าจากเมิร์กวูดนั่นเอง ท่าทางของเขาเหมือนมองหาใครอยู่เช่นกัน "อารากอร์น" เสียงเขาเอ่ยนามของข้าเบาๆ "ท่านอยู่ที่นี่หรือเปล่า" เงียบ ข้าไม่อาจเอ่ยปากตอบออกไปได้ สายตาในเงามืดของข้าหากใครเห็นก็จะรู้ว่ามันแต่ความสับสน เจ้าชายเอลฟ์ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม และข้าคิดว่าเขารู้ว่าข้ายืนอยู่หลังเงามืดใกล้ๆนี่เองหากเขาเข้าใจดีว่าข้าคงไม่อยากพบใครในเวลานี้ สหายของข้าถอนหายใจเบาๆ ทว่าเสียงนั้นสะท้อนอึงอลในหัวใจของข้านัก สีหน้าที่มักร่าเริงอยู่เป็นนิจหมองลงเล็กน้อยก่อนที่จะหันหลังกลับแล้วเดินออกไปทางเดิม แต่เมื่อใกล้จะเลี้ยวลับลำต้นสีเงินของต้นมัลลอร์นไป เขาก็หันกลับมาอีกครั้งและกล่าวเบาๆราวกับรู้ว่าข้ายังยืนอยู่ตรงนั้นว่า "ไม่มีใครจะเข้าใจท่านดีไปกว่าตัวท่านเอง อารากอร์น" ข้ายังคงยืนนิ่งอยู่ในเงามืด ไม่เลย ข้าไม่เคยเข้าใจตนเองเลยแม้แต่น้อย บางคราวเช่นตอนนี้ ชีวิตที่ผ่านมาของข้าคล้ายกับเป็นเรื่องของผู้อื่นโดยมีข้าเป็นผู้ยืนดูอยู่ห่างๆและกังขากับทุกอย่างที่เกิดขึ้นยิ่งนัก สิ่งที่ข้าเคยปรารถนาอย่างล้นเหลือ กลายเป็นสิ่งที่พันธนาการข้าไว้ และการตัดสินใจของนางเป็นเสมือนการตอกย้ำว่ามีอีกคนหนึ่งแล้วที่ฝากความหวังไวักับข้า อย่าเลย ข้ามิใช่คนที่แข็งแกร่งอย่างที่ใครๆคิด ถึงตอนนี้ข้าไม่กล้าที่จะพบหน้าสหายของข้าด้วยซ้ำ เพราะใบหน้าที่ข้าเห็นยามเมื่อเลดี้กาลาเดรียลจ้องมองข้าคือใบหน้าของเขาที่ซ้อนทับกันขึ้นมากับใบหน้าของนาง สิ่งที่แอบซ่อนลึกๆในใจของข้าที่ข้าพยายามปฏิเสธมาตลอดถูกสายตาของราชินีแห่งลอริเอนเปิดเผยจนหมดสิ้นแล้ว สิ่งใดกันที่ข้าควรจะทำต่อไป เส้นทางใดที่ข้าควรจะเลือก หน้าที่กับหัวใจ สิ่งที่ข้า "ต้อง" เป็น หรือสิ่งที่ข้า "อยาก" เป็น ทว่า อะไรล่ะ ที่ข้าอยากจะเป็นจริงๆ ข้าไม่อยากเป็นความหวังของใครๆอีกต่อไปแล้ว ใจข้าเฝ้าคำถามที่ไม่มีคำตอบในค่ำคืนนี้และก็ไม่รู้ว่าวันใดข้าจึงจะตอบตนเองได้ หรือบางทีอาจจะไม่มีวันนั้นเลยก็เป็นได้ พรุ่งนี้ เราก็จะออกจากที่นี่ไปสู่ดินแดนอื่น ข้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้าจะต้องทำอย่างไรกับอนาคตที่ยังมืดมนอยู่เช่นนี้ It may sound absurd but don't be naive
|
|
Any comment? Yes, please. Invite you to my board.
Thank you!
|