|
..TRUST..
By
: Astaroth & Anonymous
++++++++++++++++++++++
|
วันนี้ผมตื่นเช้ากว่าปกติ ... อา .. ถ้าจะพูดให้ถูก
ต้องบอกว่าเมื่อคืนแทบไม่ได้นอนเลย ไม่แปลกใจหรอก ก็จะได้เจอกับหมอนั่นหลังจากไม่ได้พบกันเกือบปีมันก็ต้องรู้สึกตื่นเต้นเป็นธรรมดา...
นับตั้งแต่คอนเสิรต์ครั้งสุดท้าย พวกเราต่างก็แยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง
ผมเองก็ไม่ค่อยจะว่างนัก ต้องไปทำงานร่วมกับเพื่อนชาวต่างชาติ แทบไม่ได้กลับมาที่บ้านตัวเองเลย
แล้วที่แย่ที่สุดคือผมหาเวลาที่จะติดต่อกับหมอนั่นไม่ได้เลย โชคดีที่เราทำงานในวงการเดียวกัน
เลยไม่มีคำถามยอดฮิตของผู้หญิงประมาณ ' ฉันกับงานคุณจะเลือกอะไร ' ' ดนตรีสำคัญกว่าการอยู่กับฉันหรือ
' อะไรพวกเนี๊ยออกจากปากสวย ๆ นั่นเลย
เอ... แล้ววันนี้ผมจะพาเขาไปที่ไหนดีล่ะ ? เพิ่งจะกลับมาถึงเมื่อวานก็โทรไปนัดหมอนั่นทันที
ยังไม่ทันวางโปรแกรมอะไรเลย... โถ อย่าหาว่าผมใจร้อนเลยนะ ผมอยู่ที่นี่ได้ไม่กี่วันหรอก
เดี๋ยวก็ต้องบินกลับไปทำงานต่อแล้ว ตอนนี้เวลาทุกวินาทีมีค่าสำหรับผมมากเลยนะ
อ๊ะ ! จะพาหมอนั่นไปสวนสนุกดีมั๊ยน๊า ... แต่แหม~ ไอ้ผมเองถ้าเป็นเครื่องเล่นธรรมดาก็พอทน
แต่ถ้าเป็นอะไรที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลขึ้นไปมากมันก็..... แล้วหมอนั่นก็ต้องฉุดผมขึ้นไปเล่นด้วยแหง
ๆ .. ตัด ! ตัดออกไปเลยโปรแกรมนี้
หรือจะขับรถเล่นกินลมไปเรื่อย ๆ นะ โรแมนติกดีเหมือนกัน แต่เอ... ถ้าเกิดเขานั่งรับลมจนหลับไปตลอดทางล่ะ
มันก็ไม่มีความหมายน่ะสิ
แล้วความคิดของผมก็สะดุดเมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ผมรีบเดินไปรับทันที
" ครับ"
"นี่ฉันเองนะ" เสียงที่ตอบกลับมาทำเอาหัวใจผมเต้นแรงขึ้น
"อ้าว ว่าไง ? ฉันกำลังจะออกไปรับพอดี"
"ขอโทษนะ... ฉันคงไปตามนัดไม่ได้แล้วล่ะ" เสียงเรียบเฉยมาก
"เอ๊ะ ? ! เดี๋ยวก่อน ทำไมล่ะ ?"
"ก็ Ken คุงเค้าจะปรึกษาเรื่องอัลบั้มใหม่น่ะ เดี๋ยวก็ต้องไปที่ studio
แล้ว คิดว่าคงจะอยู่จนดึก " ไอ้เจ้าเคนตั๊กกี้นั่นมันใครฟะ ? อ้อ !
คนที่ทำงานร่วมกับหมอนั่นตอนนี้
" มันกระทันหันไปหน่อย แต่หวังว่านายคงจะเข้าใจนะ .. อ๊ะ ! แค่นี้ก่อนนะ
ตอนนี้เขามารอรับฉันอยู่ในห้องแล้ว ..แกร๊ก ! "
กร๊อบ !!
ไม่ใช่เสียงขบเคี้ยวขนมสแน็คหรอก แต่เป็นเสียงโทรศัพท์เคราะห์ร้ายที่แตกเป็นรอยร้าวอยู่ในมือผมเอง
ให้มันได้อย่างนี้สิ ! ตอนผมทำงานเดี่ยวใหม่ ๆ เค้าก็ชอบมองผมด้วยสายตาเศร้า
ๆ เหงา ๆ ที่ไม่มีเวลาให้ แม้จะไม่มีคำบ่นออกจากปากก็เถอะ ... แต่พอผมหาเวลาว่างได้ก็เป็นซะอย่างนี้
... เอาน่า ~ มันเป็นงาน ดนตรีก็เหมือนส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเรา ผมและหมอนั่นคงไม่สามารถจะทิ้งมันได้หรอก
แต่ไอ้ที่ไม่พอใจมากที่สุด ... ฮึ่ย !! ไอ้เจ้า Ken นั่นมันกล้าดียังไงมารับหมอนั่นถึงห้องวะ
แค่เพื่อนร่วมงานชั่วคราวต้องทำถึงขนาดนั้นรึไง ?! ก่อนหน้านั้นก็เรื่องของ
Ichirosan ทีนึงแล้ว .. บางครั้งผมต้องหงุดหงิดที่ต้องมาคอยฟังหมอนั่นบรรยายถึงความวิเศษวิโสของ
Ichirosan แถมยังมีการไปให้สัมภาษณ์กับนิตยสารอีก ... เข้าใจน่า ! ผมเข้าใจ..
ผมเองก็มี hero ในดวงใจเหมือนกัน เพียงแต่มันอดอิจฉาไม่ได้นี่นา .. ก็เวลาหมอนั่นพูดถึง
hero ของตัวเองน่ะ ... น่ารัก ! บอกได้คำเดียว ยิ้มได้น่ารักที่สุดในจักรวาลเลย
ยังไม่รวมถึงท่าทางอากัปกิริยาอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอื่น ๆ อีกนะ...
โอ๊ะ ! ไม่ได้ ไม่ได้ .. จะมาเสียเวลานั่งฟุ้งซ่านอยู่คนเดียวทำไม บอกแล้วว่าตอนนี้เวลาทุกวินาทีมีค่ามาก
.. ผมต้องทำอะไรซักอย่างแล้วล่ะ ...
ผมขับช็อบเปอร์คู่ใจมาจอดหน้า studio ซึ่งผมสอบถามที่อยู่มาจากผู้จัดการหมอนั่นแล้ว
ในเมื่อเค้ามาหาผมไม่ได้ ผมก็ไปหาเขาเองสิ ! กะทำเซอร์ไพส์ด้วยล่ะ ^_^ ...
เมื่อเข้ามาด้านในก็พบเป้าหมายจนได้ รู้สึกจะกำลังมิกซ์เสียงกันอยู่ในห้องอัด
ผมได้แต่มองอยู่ด้านนอกเพราะรู้ดีว่าเขาคงไม่อยากให้ใครรบกวน... อา... คิดถึงจังน๊า
ใบหน้าน่ารัก ๆ นั่น ตัวก็เล็ก ๆ น่ากอด (สำหรับผมล่ะนะ) ... ข้าง ๆ นั่นเจ้า
Ken นี่นา ผมเห็น MV ของหมอนี่แล้ว พวกนักร้องนำนี่ทำไมปากมันกว้างนักนะ
แหกปากร้องเพลงทีแทบจะยัดไมค์เข้าไปได้ 2 ตัว ... ดูใกล้ ๆ เจ้า Ken นี่เท่น้อยกว่าผมนา
ดูแมนน้อยกว่าด้วย หมอนี่ไม่ใช่คู่แข่งของผมหรอก หึ หึ ..... เอ๊ะ ! เฮ่ย
! ทำไมมันต้องคุยกันใกล้ขนาดนั้นฟะ ไอ้หัวเม่นปากกว้าง ถอยห่างออกมาเดี๋ยวนี้นะเฟ้ย
แล้วดูสิ ! คนของผมดันส่งยิ้มตอบให้อีก มันไม่รู้ตัวรึไงวะ ว่าเวลาตัวเองยิ้มน่ะดูเชิญชวนขนาดไหน
ยังเที่ยวแจกยิ้มให้คนเค้าไปทั่ว ทีกับผมล่ะเก๊กอยู่นั่นแหละ ... เฮ้ยยย
~!! แขนน่ะเอาออกไปนะเฟ้ย ไหล่นั่นของฉันนะอย่ามาโอบสุ่มสี่สุ่มห้าสิวะ ~!!
"Hello ~" กว่าจะรู้ตัวผมก็ตรงเข้าไปทักหมอนั่นเรียบร้อยแล้ว ทั้ง
ๆ ที่กะจะแอบดูอยู่เงียบ ๆ นะ
"...?!!... นาย... มาได้ยังไงน่ะ ? " น้ำเสียงประหลาดใจพอควร
"ก็ขับรถมาน่ะสิ จะให้เหาะมารึไง" ผมตอบด้วยเสียงกวนเส้นประสาทเบื้องล่างสุดกะทำให้เห็นเป็นเรื่องขบขัน
แต่คำพูดที่ตอบกลับมาเนี่ยสิ
" แล้วนายจะมาทำไมน่ะ !? ฉันบอกแล้วไงว่าวันนี้ไม่ว่าง ! "
"...." โห ! ทำไมน้ำเสียงกับคำพูดมันเฉือดเฉือนใจยังงี้วะ ? คนเค้าอุตส่าห์มาด้วยความคิดถึง
(พร้อมทั้งสังเกตการณ์ผู้มีแนวโน้มจะเป็นมือที่สาม) แต่หมอนี่กลับพูดอย่างกับว่ารำคาญผมเต็มที
"เอ่อ... ก็.." จะตอบยังไงดีล่ะ.. ผมมองไปที่ไอ้นักร้องปากกว้างที่นั่งข้าง
ๆ ไม่รู้ตาฝาดรึเปล่า เหมือนมันยิ้มที่มุมปากนิด ๆ นะ !
"ถ้าไม่มีอะไรนายก็กลับไปก่อนเถอะ ! ตอนนี้ชั้นกำลังปรึกษาเรื่องสำคัญอยู่นะ
" หน้าชาเลย นี่ไล่ผมกลับซึ่ง ๆ หน้าเลยนะเนี่ย
"..............." แล้วหมอนั่นก็หันกลับไปหาไอ้เจ้าเคนตั๊กกี้นั่นต่อ
ไม่ใส่ใจเลยว่าผมยืนอึ้งพูดไม่ออกอยู่ตรงนั้นอยู่อีกครู่ใหญ่ก่อนที่เท้าจะพาร่างของผมออกไปจากบริเวณนั้นอย่างเงียบสนิท...
"คุณลูกค้าพอเถอะครับ ผมว่าคุณดื่มมากไปแล้วนะครับ"
"ม่ายยย ~ มาสเตอ-ร์ ขออีกแก้-ว " หลังจากออกมาจาก studio นรกนั่นผมรู้สึกเหมือนวิญญาณออกจากร่างเลย
ขับรถไปเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมาย สุดท้ายก็มานั่งกินเหล้าอยู่ที่นี่แหละ
... ความจริงผมก็อยากจะอาวะวาดที่ studio นั่นไปเลยนะ แต่ยังเกรงใจสายตาประชาชีรอบข้างอยู่
อีกอย่างหมอนั่นต้องโกรธมากแน่ ๆ ถ้าผมทำอะไรบ้า ๆ อย่างนั้นไป
ขณะกำลังจะซดเหล้าแก้วใหม่ ก็รู้สึกเหมือนมีมือคนมาตบป้าบที่ไหล่ผม
"ไง ! ไม่เจอกันตั้งนาน กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่เรอะ ?" น้ำเสียงแหล๋น
ๆ ร่าเริงไม่เปลี่ยน อดีตมือกีตาร์จอมซ่าส์ประจำวงนี่เอง ผมเงียบ... ไม่ตอบอะไร
จนฝ่ายตรงข้ามต้องมองหน้าผมนิ่งอย่างพิจารณา
"ทะเลาะกับหมอนั่นอีกล่ะสิ ?"
"รู้ได้ยังไ-ง อึ๊ก -- วะ? "
"ก็จะมีสาเหตุอื่นอีกมั๊ยล่ะ ? ที่ทำให้นายดื่มจนเมาหนักได้ขนาดนี้
.. แถมทำหน้าอย่างกับลูกหมาถูกทิ้ง"เอากะมัน .. ปากเสียจนเมื่อก่อนเกือบจะมีเรื่องกับมันตั้งหลายครั้ง
... แล้วที่มันพูดมาเนี่ยก็แทงใจผมจังเบ่อเร่อเลย แต่แทนที่ผมจะลุกขึ้นไปทะเลาะกับมันแบบสมัยก่อนผมกลับเอ่ยปากชวนมันมาเป็นเพื่อนดื่ม
แถมยังเผลอเล่าสาเหตุของความกลุ้มให้มันฟังอีก หมอนั่นก็นั่งฟังอย่างตั้งใจ
ผมก็ดื่มต่อไปจนสติยิ่งเลือนลางมากขึ้นเรื่อย ๆ .... ก่อนที่ผมจะหมดสติไปเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์...
ผมมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนเช้า ได้ยินเสียงคนอยู่ใกล้ ๆ ด้วย แล้วเพดานก็คุ้น
ๆ ตานะ ... นี่มันห้องของผมนี่ ! ผมจำได้ว่าผมครั้งสุดท้ายผมอยู่ที่ร้านเหล้านี่นา
แล้วใครพาผมมาส่งล่ะ ? หรือจะเป็นเจ้าเพื่อนเก่าจอมเชิดนั่น ?
"ตื่นแล้วเหรอ ? " เสียงนุ่ม ๆ คุ้นหูนะ ผมหันไปมองต้นเสียง
"นายนี่ไม่เปลี่ยนเลยน๊า ~ ทำไมชอบดื่มซะหนักทุกครั้งเลย มันไม่ดีต่อร่างกายนะ
อายุก็ไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว ~ " น้ำเสียงตำหนิเล็กน้อยแต่แววตาแสดงความห่วงใยเต็มที่
ทำให้ผมอดดีใจไม่ได้
" ...นาย... พาฉันมาส่งเหรอ ?"
"ก็ใช่น่ะสิ Sugichan เค้าโทรมาบอกให้ฉันไปรับนายน่ะ"... ผมต้องขอบใจเจ้าหมอนั่นใช่มั๊ยเนี่ย
?
"ขอบใจนะ... เอ่อ ..แล้ว...งานของนายล่ะ ?" หรือจะถีบมันดีนะ ถ้าคนตรงหน้าผมเกิดอารมณ์เสียที่ต้องมาลำบากพาผมมาส่งทั้ง
ๆ ที่งานยุ่งอยู่
"เรียบร้อยแล้ว เมื่อกี้ก็เพิ่งจะคุยกันเสร็จ " เขาทำนิ้วหัวแม่มือชี้ไปทางโทรศัพท์
แล้วเดินมานั่งบนเตียงข้าง ๆ ผม
"นายมีปัญหาอะไรรึไง ? อย่าบอกนะว่าไม่มี หน้านายมันฟ้องอยู่"
น้ำเสียงจริงจังชะมัด .. จะมีเรื่องอะไรอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่เรื่องของนายน่ะ
! แต่ผมก็ยังเงียบไม่พูดอะไร ก็จะให้ตอบคำถามยังไงล่ะ ?
" Sugichan เล่าให้ฟังแล้ว ... นายไม่ใช่ผู้หญิงนะ มาคิดเล็กคิดน้อยอะไรแบบนี้ไม่สมเป็นนายเลย
"
" แล้วมันผิดรึไง ที่ฉันคิดน่ะ !" ผมถามน้ำเสียงไม่พอใจ ... ใช่
! ผิดรึไง ก็นายคุยกับคนอื่นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ทั้ง ๆ ที่ตอนอยู่กับฉันนายชอบทำหน้าเรียบเฉย
เวลาอยู่ด้วยกันก็เอาแต่หลับลูกเดียว พอผมมาหาหลังจากไม่ได้เจอกันตั้งนานก็ไล่กลับมา
....
" ทำงานอยู่ที่โน่นเป็นยังไงบ้างล่ะ?" จู่ ๆ เขาก็เปลี่ยนเรื่องพูด
" ท่าทางคงสนุกนะ ตอนออกคอนเสิรต์ท่าทางนายดูมีชีวิตชีวาดีนี่ โดยเฉพาะเวลาเล่นกับเจ้ามือกีตาร์หน้าเถื่อนคนนั้นน่ะ
!" ผมเงยหน้ามองดวงหน้าใส ๆ ที่ตอนนี้บึ้งตึงอยู่ด้วยความแปลกใจ
" Ino... !!"
" นายคิดว่าฉันไม่รู้สึกอะไรเลยรึไง ? แต่ฉันก็ทนได้ เพราะฉัน 'เชื่อใจ'
นาย ! ..แต่ท่าทางนายคงไม่ได้คิดแบบเดียวกับฉันสินะ !" น้ำเสียงสั่นเครือน้อย
ๆ จนผมใจหายวาบ
" Ino... ขอโทษนะ.. ฉันขอโทษ.." ผมดึงตัวเค้าเข้ามากอด ไม่รู้จะพูดอะไรมากไปกว่านี้ดี
.... ผมลืมสิ่งสำคัญไป ทั้ง ๆ ที่ความจริงมันเป็นหลักพื้นฐานของการเป็นคนรักกัน
นั่นก็คือ 'ความเชื่อใจซึ่งกันและกัน' ผมเอาความเอาแต่ใจมาเป็นอารมณ์จนลืมนึกไปว่าตัวเองก็เคยทำให้คนที่ผมรักต้องไม่สบายใจด้วยเรื่องแบบเดียวกันนี้มาแล้ว
...
"... นายเชื่อใจฉันใช่มั๊ย .. J ?" เค้าเงยหน้าขึ้นมองตาผมตรง
ๆ
"แน่นอน ... ขอโทษนะ ฉันผิดเอง ... ฉันเชื่อใจนายทั้งในอดีต ทั้งตอนนี้
และตลอดไป " แล้ว Ino ก็ยิ้มให้ผมได้อย่างน่ารักที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น
... น่ารักยิ่งกว่าตอนพูดถึง Ichirosan ...น่ารักกว่าตอนยิ้มให้กำลังใจ staff
และน่ารักกว่าตอนอยู่กับเจ้าเคนปากกว้างนั่นอีก ...
"ขอโทษนะ" จู่ ๆ คนรักของผมก็พูดขึ้นตอนช่วงบ่ายหลังจากทานข้าวเที่ยงที่ห้องของผมเรียบร้อยแล้ว
ผมต้องละสายตาจากโทรทัศน์ด้วยความแปลกใจ
"ขอโทษเรื่องอะไร ?"
"ก็ ... ที่เมื่อวานฉันไล่นายกลับมาน่ะ " เค้าพูดเสียงอ่อยแบบสำนึกผิด
" ไม่เป็นไรหรอก .. แต่ความจริงมันก็อดน้อยใจไม่ได้นะ" ผมแกล้งตีหน้าเศร้าเรียกคะแนนสงสารเต็มที่
ดูซิว่าจะแก้ตัวว่ายังไง ?
" ก็มันกำลังเครียดนี่นา "
" อืม ... กำลังเครียดนะ แต่ฉันว่าฉันเห็นนายกำลังคุยหยอกล้อกับเจ้าบ้านั่นอยู่นะ"
" ก็ฉันกำลังพยายามรีบให้งานมันเสร็จจะได้ไปเที่ยวกับนายไง เลยไม่อยากให้ใครรบกวน
.. แต่ Ken คุงเค้าไม่อยากให้ซีเรียสเกินไปก็เลยมีการหยอกล้อกันบ้าง เค้าเล่นมุขมายังจะให้ฉันทำหน้าจริงจังใส่รึไง
?" น้ำเสียงช่วงท้ายเหมือนไม่พอใจเล็กน้อย
" คร๊าบ ~ กระผมจะไม่ว่าอะไรอีกแล้วคร๊าบ " ถ้าขืนผมเรื่องมากพูดต่อเดี๋ยวจะเป็นเรื่องขึ้นมาอีก
ก็เลยเปลี่ยนเป็นคุยเรื่องโปรแกรมไปเที่ยวซะเลย
"ไม่ล่ะ ! ฉันไม่อยากออกไปเที่ยวไหนแล้ว" อ้าว ? ทำไมเค้าเกิดเปลี่ยนใจล่ะ
หรือยังโกรธอยู่
"อยากอยู่กับนายตามลำพังมากกว่า " ว่าแล้วก็ซบหน้าลงกับไหล่หนา
ๆ ของผม
"ได้เลย !! " แบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ เวลาที่มีเพียงน้อยนิดผมจะเก็บเกี่ยวให้เต็มที่เลย
.... ก่อนอื่นก็ต้อง... อ้าว ! เฮ้ย Inooo .. อย่าพึ่งหลับซี่ ~
~
End.~
P.S. ผมคงต้องขอบใจเจ้า Sugi ใช่มั๊ยเนี่ย ??
|